วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประวัติตูมตาม เดอะสตาร์

ชื่อ เล่น ตูมตาม
ชื่อจริง ยุทธนา เปื้องกลาง
วันเกิด 16 พฤศจิกายน 2534
อายุ 19 ปี
ตูมตามกำลังศึกษา คณะ นิเทศศาสตร์ เอกประชาสัมพันธ์ ม.เกษมบัณฑิต

ประวัติกวาง เดอะสตาร์

กวาง The star 7 หมายเลข 3
ชื่อ - นามสกุล กรวรรณ สุทธิวงษ์
ชื่อเล่น - กวาง
อายุ - 22 ปี
เกิดวันที่ - 1 สิงหาคม 2531
การศึกษา - ปี4 มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
สีที่ชอบ - สีม่วง
อาหารที่ชอบ - แกงส้ม ,ช็อคโกแลต
นักแสดงที่ชอบ - กบ สุวนันท์ คงยิ่ง
นักร้องที่ชอบ - ดา เอ็นโดรฟิน
คติประจำใจ -ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ,ทำทุกวันให้มีคุณค่า





 

ประวัตินท เดอะสตาร์

ประวัติ นท เดอะสตาร์ 7 หรือ นท พนายางกูร the star 7 หมายเลข 6

ชื่อ : น้องนท พนายางกูร

วันเกิด : 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536

การศึกษา : กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.6 โรงเรียนนานาชาติเกรซ จังหวัดเชียงใหม่


ความสามารถ :

พูดได้ 3 ภาษาคือ ไทย อังกฤษ อิตาเลี่ยน

ร้องเพลงได้ 4 ภาษา ไทย อังกฤษ อิตาเลี่ยน โปรตุเกส

แต่งเพลงภาษาอังกฤษ

เล่นเครื่องดนตรี อูคูเลเล่

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประวัติทักษิณ ชินวัตร

พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร (อักษรโรมัน: Thaksin Shinawatra; ชื่อจีน: 丘達新 Qiū Dáxīn; เกิด: 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2492) นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 23 ดำรงตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ. 2544พ.ศ. 2549 จึงพ้นจากตำแหน่งหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย จากการที่เคยเป็นนักธุรกิจโทรคมนาคมและการสื่อสาร ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทโทรคมนาคมและการสื่อสารขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย[1] อดีตข้าราชการตำรวจ อดีตเจ้าของและประธานสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีกัมพูชา สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน และอดีตที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา มีสัญชาติไทยโดยการเกิด แต่ปัจจุบันถือสัญชาตินิการากัว[2][3] และมอนเตเนโกร[4]
ในปี พ.ศ. 2537 พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าสู่วงการเมือง สังกัดพรรคพลังธรรม โดยการชักนำของพลตรีจำลอง ศรีเมือง ต่อมาจึงก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ในปี พ.ศ. 2541 และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค หลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี พ.ศ. 2544 ซึ่งพรรคไทยรักไทยได้รับเสียงข้างมากในสภา เขาจึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยแรก และดำรงตำแหน่งจนครบวาระสี่ปี นับเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ดำรงตำแหน่งจนครบวาระ เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และจากผลการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อปี พ.ศ. 2548 ทำให้เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง ด้วยคะแนนเสียงสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์[5][6]
สำหรับผลการทำงานทางการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับการชื่นชมที่ทำให้ประเทศไทยสามารถใช้หนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ก่อนกำหนดเดิม[7] และดำเนินโครงการประชานิยมต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้เงินสะพัดไปสู่ประชาชนระดับล่าง โดยสามารถลดความยากจนได้ถึงครึ่งหนึ่งภายในสี่ปี[8][9] ริเริ่มระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นครั้งแรกของประเทศ[10] เช่นเดียวกับการกวาดล้างยาเสพติดซึ่งได้รับความนิยม[11] แต่ประชาชนบางกลุ่มก็โจมตีว่ากระทำการฉ้อราษฎร์บังหลวง สร้างผลประโยชน์ทับซ้อนในหลายกรณี และควบคุมสื่อ[12] นอกจากนี้ ยังถูกกล่าวหาว่าหลีกเลี่ยงภาษี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตลอดจนขายทรัพย์สินของชาติให้แก่นักลงทุนต่างชาติ[13][14] กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีการขับไล่ทักษิณ ชินวัตร จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2549 ก่อนที่วันที่ 19 กันยายน ปีเดียวกัน ได้เกิดรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ
ปัจจุบัน พ.ต.ท. ทักษิณ ดำเนินบทบาททางการเมืองโดยเป็นผู้สนับสนุน และถูกมองว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนเงินทุนอยู่เบื้องหลังกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.)[15][16] รัฐบาลได้เพิกถอนหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท. ทักษิณ เนื่องจากบทบาทในกลุ่ม นปช. ระหว่างการชุมนุมในช่วงสงกรานต์ พ.ศ. 2552[17][18][19] เมื่อปี พ.ศ. 2550 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสิทธิ์ทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็นเวลา 5 ปี[20] และถูกตัดสินจำคุก เป็นเวลา 2 ปี จากคดีทุจริตประมูลซื้อที่ดินรัชดาภิเษก[21] เขาจึงหลบหนีคดีไปยังต่างประเทศ ทั้งนี้ คณะกรรมการตรวจสอบฯ มีคำสั่งให้อายัดทรัพย์ในประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ มูลค่ากว่า 76,000 ล้านบาท ด้วยข้อกล่าวหามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติขณะดำรงตำแหน่ง[22][23] ก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยให้ทรัพย์ดังกล่าวจำนวนหนึ่ง มูลค่าราว 46,000 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ประวัติ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 ที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวน 10 คนของนายเลิศ และนางยินดี ชินวัตร (ธิดาในเจ้าหญิงจันทร์ทิพย์ (ณเชียงใหม่) ระมิงค์วงศ์) สมัยอยู่ร้านกาแฟ ในเวลาว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ มักจะช่วยบิดาโม่กาแฟ และขายโอเลี้ยง ตอนบิดาทำสวนส้ม พ.ต.ท.ทักษิณ มักจะช่วยมารดาตัดส้มแพ็คลงเข่งอย่างสม่ำเสมอจนชำนาญ นอกจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ยังรับหน้าที่ขายกล้วยไม้จากสวนของบิดาด้วย[24] เมื่ออายุได้ 16 ปี ได้ช่วยบิดาดำเนินการโรงภาพยนตร์ของครอบครัว[25]
ใน พ.ศ. 2523 พ.ต.ท.ทักษิณ สมรสกับ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ หลังลาออกจากราชการตำรวจ[26] และมีบุตรด้วยกัน 3 คน ได้แก่
  1. นายพานทองแท้ ชินวัตร (โอ๊ค)
  2. นางสาวพินทองทา ชินวัตร (เอม) ศึกษาต่อประเทศอังกฤษ
  3. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร (อิ้ง) ศึกษาต่อประเทศอังกฤษ
พ.ต.ท.ทักษิณมีชื่อเล่นจริงๆ ว่า “น้อย” [27] ส่วนชื่อ “แม้ว” เป็นฉายาที่เพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 10 (ตท.10) ตั้งให้

การศึกษา

พ.ต.ท.ทักษิณ จบการศึกษาจากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย และศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2512) และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 26 (พ.ศ. 2516) โดยสอบได้คะแนนเป็นที่หนึ่งของรุ่น[28]
ต่อมา พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโท โดยได้รับทุน ก.พ. ศึกษาต่อสาขากระบวนการยุติธรรม ทีมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเคนทักกี สำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2518
ได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ในสาขาเดียวกัน ที่ มหาวิทยาลัยแซมฮิวสตันสเตต ได้รับปริญญาเอก ดุษฎีบัณฑิตในปี พ.ศ. 2521
ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตร์ตราจารย์พิเศษ แห่งมหาวิทยาลัยทากุโชกุ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2550[29]

ลำดับการศึกษา

การรับราชการและธุรกิจ

พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เริ่มทำงาน โดยเป็นหัวหน้าแผนกแผน 6 กองวิจัยและวางแผน กองบัญชาการตำรวจนครบาล รองผู้อำนวยการศูนย์ประมวลข่าวสาร กองบัญชาการตำรวจนครบาล และอาจารย์ประจำโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ตามลำดับ
ในปี พ.ศ. 2523 พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวหลายอย่าง ควบคู่ไปกับการรับราชการตำรวจ เช่น ค้าขายผ้าไหม กิจการโรงภาพยนตร์ ธุรกิจคอนโดมิเนียม แต่กลับประสบความล้มเหลว เป็นหนี้สินกว่า 50 ล้านบาท ในระหว่างนั้นจึงได้ลาออกจากราชการ[32]
พ.ต.ท.ทักษิณ เคยเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์หลายเรื่อง โดยมักเป็นการนำภาพยนตร์ที่เคยได้รับความนิยมกลับมาสร้างใหม่ แต่ส่วนมากไม่ประสบความสำเร็จในด้านรายได้[33][34] เช่น ไทรโศก (2524 สร้างครั้งแรกโดย วิจิตร คุณาวุฒิ พ.ศ. 2510) รักครั้งแรก (2524 สร้างครั้งแรกโดย ล้อต๊อก พ.ศ. 2517) โนรี (2525 สร้างครั้งแรกโดย พันคำ พ.ศ. 2510) รจนายอดรัก (2526 สร้างครั้งแรกโดย ประสิทธิ์ ศิริบันเทิง พ.ศ. 2515) [35]
ต่อมาในปี พ.ศ. 2526 พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ก่อตั้ง บริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ จำกัด (ชื่อเดิม ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไอซีเอสไอ (ICSI) นำไปสู่การชำระหนี้สินในช่วงแรกของการทำธุรกิจ และประสบผลสำเร็จทางธุรกิจในที่สุด บริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ จำกัด ดำเนินธุรกิจ วิทยุติดตามตัว ให้บริการเครื่อง คอมพิวเตอร์แก่สำนักงานต่างๆ เป็นบริษัทผู้นำคอมพิวเตอร์เข้ามาในประเทศไทยเป็นยุคแรกๆ[ต้องการอ้างอิง] ได้รับสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้ามาให้บริการในประเทศไทยเป็นรายแรก ได้รับสัมปทานส่งดาวเทียมดวงแรกของประเทศไทยเข้าสู่วงโคจร ได้ขยายกิจการไปสู่การให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ดาวเทียม อินเทอร์เน็ต เครือข่ายการสื่อสารและการโทรคมนาคมครบวงจร ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2533 และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งปัจจุบันเป็นบริษัทด้านโทรคมนาคมและการสื่อสารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย [36] ในยุคปัจจุบันมีนาย นายบุญคลี ปลั่งศิริเป็นประธานคณะกรรมการบริหาร)

เข้าสู่การเมือง

ในปี พ.ศ. 2537 พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ลาออกจากตำแหน่ง ประธานกรรมการ และ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)และเข้าสู่ภาคการเมืองโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ชักนำ โดยได้โอนหุ้นให้ คุณหญิงพจมาน นายพานทองแท้ นางสาวพินทองทา นางสาวแพทองธาร และ คนรับใช้ คนสนิทถือแทน[37]
จากนั้นไม่นาน ก็เข้าดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในสมัย รัฐบาล นายชวน หลีกภัย และ ในปีต่อมา (พ.ศ. 2538) ได้เข้ารับตำแหน่ง หัวหน้าพรรคพลังธรรม ต่อจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ในสมัย รัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา ในปี พ.ศ. 2539 ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ในสมัย รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ก่อตั้ง พรรคไทยรักไทย และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค จนในที่สุดได้ขึ้นสู่ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544[38]

การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 23 ระหว่างปี พ.ศ. 2544พ.ศ. 2549

ความเคลื่อนไหวหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2549

ในวันที่ 19 กันยายน เวลาประมาณ 21.00 น. คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะ กระทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งอยู่ระหว่างร่วมการประชุมสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และเตรียมเสนอชื่อ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ
การรัฐประหารครั้งนี้ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวิกฤตการณ์ทางการเมือง ที่ดำเนินมายาวนานนับตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2548 คณะรัฐประหารยกเลิกการเลือกตั้งในเดือนตุลาคม ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ สั่งยุบสภา สั่งห้ามการประท้วงและทำกิจกรรมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน ยับยั้งและเซ็นเซอร์สื่อ ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร และควบคุมตัวสมาชิกคณะรัฐมนตรีหลายคน ได้แก่ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ และนายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็นต้น

ลาออกจากพรรคไทยรักไทย

หลังการรัฐประหารไม่นาน พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งขณะนั้น พำนักอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ส่งจดหมายถึงพรรคไทยรักไทย เพื่อขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค และทางพรรคก็ได้มีมติให้นายจาตุรนต์ ฉายแสง รักษาการแทนในตำแหน่งหัวหน้าพรรคไปก่อน
นับแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน เป็นต้นมา พ.ต.ท.ทักษิณ มอบหมายให้ นายนพดล ปัทมะ เป็นทนายความส่วนตัว เพื่อทำหน้าที่ผู้แทนทางกฎหมายในประเทศไทย นอกจากนี้ นายนพดลยังจัดแถลงข่าว เพื่อตอบโต้ผู้กล่าวหาและโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่เป็นระยะ

เหตุระเบิดในกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2549

วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2550 นายนพดล นำจดหมายที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เขียนด้วยลายมือ เนื้อหาเป็นการตอบโต้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ได้แถลงข่าวสรุปสถานการณ์เหตุระเบิดในกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2549 เมื่อวันที่ 1 มกราคม กล่าวหากลุ่มอำนาจเก่าผู้สูญเสียประโยชน์ทางการเมือง โดย พ.ต.ท.ทักษิณ เขียนปฏิเสธว่า ตนไม่เคยคิดจะทำเรื่องเลวร้ายเช่นนั้น[39]

ข้อกล่าวหาเรื่องล็อบบียิสต์

ในเวลาใกล้เคียงกันมีข้อกล่าวหาจากพรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรฯ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจ้างบริษัทล็อบบียิสต์ เพื่อชี้ช่องทาง และให้คำแนะนำ เกี่ยวกับผลประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในวอชิงตัน ดี.ซี. และต่างประเทศ (Provide guidance and cousel with regard to Thaksin’s interest in Washington DC and abroad) [40] [41] [42] [43] แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ปฏิเสธรายงานดังกล่าว
7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เปิดแถลงข่าว พร้อมนำเอกสารมาแสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ว่าจ้าง บริษัทล็อบบียิสต์ แห่งที่ 2 เพื่อให้ช่วยงานด้านการเมือง โดยบริษัทดังกล่าว เป็นของ นายเจมส์ เอ.เบเกอร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกา ที่มีความใกล้ชิดกับ นายจอร์จ เอช.ดับเบิลยู.บุช อดีตประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา แต่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ แถลงข่าวตอบโต้นายกอร์ปศักดิ์ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ว่าจ้างบริษัทดังกล่าว ให้ดูแลเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศ และติดตามสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ ไม่ได้จ้างทำงานเป็นล็อบบี้ยิสต์แต่อย่างใด [44] [45]

การเดินทางกลับประเทศไทย

การกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 เวลา 09.40 น. พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางมาถึงประเทศไทย ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมกับก้มลงกราบพื้น ที่หน้าห้องรับรองพิเศษ และโบกมือทักทายประชาชนที่มารอให้การต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม[46]
จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อรายงานตัวในคดีทุจริตที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ต่อด้วยการรายงานตัวต่ออัยการสูงสุดในคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัท เอสซีแอสเซท จำกัด (มหาชน) ในเครือชินคอร์ป[47]

ความเคลื่อนไหวจากต่างประเทศ

ระหว่างที่กำลังมีการดำเนินคดีที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก พ.ต.ท.ทักษิณ และภริยา เดินทางไปต่างประเทศอีกครั้ง หลังจากนั้นศาลอ่านคำวินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีความผิดในคดีดังกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไม่เดินทางกลับมายังประเทศไทย และระหว่างนั้นก็ดำเนินการหย่าร้างกับคุณหญิงพจมาน นับแต่นั้นเป็นต้นมา พ.ต.ท.ทักษิณ มีการเคลื่อนไหวผ่านกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน ผ่านการปราศรัยด้วยวิธีโทรศัพท์ทางไกลเข้าสู่ที่ชุมนุม (โฟนอิน) และการส่งสัญญาณภาพและเสียงมายังที่ชุมนุม (วิดีโอลิงก์) พร้อมทั้งอดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชน และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ก็ให้การสนับสนุน
พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของประเทศกัมพูชา[48] ทางรัฐบาลไทยจึงได้ยื่นหนังสือต่อรัฐบาลกัมพูชาให้ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน แต่รัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไม่นับกรณีที่เป็นนักโทษทางการเมือง [49][50][51] รัฐบาลไทยจึงต่อต้านโดยการเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชากลับประเทศ [52] ซึ่งส่งผลให้กัมพูชาเรียกตัวเอกอัครราชทูตของตนกลับเช่นกัน พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวเดินทางไปถึงกรุงพนมเปญ กัมพูชา เมื่อ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เพื่อรับตำแหน่ง [53] และได้รับการต้อนรับอย่างดีโดย ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา
ก่อนหน้าเดินทางไปประเทศกัมพูชา พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวไทม์สออนไลน์ของอังกฤษ และถูกรัฐบาลไทยกล่าวหาว่าเป็นการให้สัมภาษณ์ในลักษณะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบข่าวจึงได้ออกแถลงการณ์ว่าไทม์สออนไลน์บิดเบือนคำให้สัมภาษณ์ของตน ในขณะที่ไทม์สออนไลน์ตอบโต้ ด้วยการเผยแพร่เสียงและข้อความ การให้สัมภาษณ์ฉบับเต็มบนอินเทอร์เน็ต เพื่อเป็นการพิสูจน์[ต้องการอ้างอิง] จนกระทั่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 พ.ต.ท.ทักษิณ ตัดสินใจจดทะเบียนหย่ากับคุณหญิงพจมาน ด้วยเหตุผลทางการเมือง ที่สถานกงสุลใหญ่ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง หลังจากสมรส และใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมานานกว่า 32 ปี[54]

การดำรงตำแหน่งประธานสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี

หลังจากไปใช้ชีวิตที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ซื้อกิจการสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี ถือหุ้นทั้งหมด 75 เปอร์เซ็นต์ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ขอให้แฟนบอลเรียกตนอย่างง่ายๆ ว่า แฟรงค์ ชินาตรา (Frank Sinatra)[55]
อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยการเรียกตัว พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ารับฟังการพิจารณาคดี ทำให้สถานะประธานสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตีเริ่มสั่นคลอน เนื่องจากเงื่อนไขของการเป็นประธานสโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกนั้น จะต้องเป็นผู้ที่ไม่ถูกตัดสินว่ากระทำความผิด ไม่ว่าจะประเทศใดในโลกนี้ก็ตาม[56] ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 พ.ต.ท.ทักษิณ จึงขายสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี ให้กับ Abu Dhabi United Group ในราคา 141 ล้านเหรียญสหรัฐ และเปลี่ยนตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ก่อนจะพ้นจากตำแหน่งในภายหลัง[57]

หน้าที่การงาน และบทบาททางสังคม

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

เกียรติยศและรางวัลที่ได้รับ

  • รางวัลเกียรติยศจักรดาว ด้านพัฒนาเศรษฐกิจ จากคณะกรรมการมูลนิธิโรงเรียนเตรียมทหาร (พ.ศ. 2535)
  • ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ในบุคคล 50 คน ซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุดในโลก ของ นิตยสารไทม์ (พ.ศ. 2538)
  • รางวัล 1992 Asean Business Man of the Year โดย Asean Institute ประเทศ อินโดนีเซีย (พ.ศ. 2535)
  • 1 ใน 3 คนไทยดีเด่น ซึ่งมีบทบาทสำคัญ ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่างประเทศไทย และฟิลิปปินส์ จากสถานทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย (พ.ศ. 2538)
  • บุคคลดีเด่นผู้พัฒนาโทรคมนาคม เพื่อสังคมของประเทศไทย ประจำปี 2536 จากสมาคมโทรคมนาคม แห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2537)
  • 1 ใน 12 นักธุรกิจผู้นำของเอเชีย ได้รับยกย่องจากหนังสือพิมพ์ Singapore Business Times (พ.ศ. 2537)
  • รางวัล Outstanding Criminal Justice Alumnus Awards จาก Criminal Justice Center, มหาวิทยาลัยแซมฮิวสตันสเตท สหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2539)
  • รางวัล Distinguished Alumni Award จากมหาวิทยาลัยแซมฮิวสตันสเตท (5 ตุลาคม พ.ศ. 2539)
  • Asian CEO of the Year จาก นิตยสาร Financial World (พ.ศ. 2537)
  • รับพระราชทาน ปริญญาวารสารศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2537)
  • ทุน Lee Kuan Yew Exchange Fellowship จากประเทศสิงคโปร์ คนไทยคนแรก และเป็นบุคคลที่ 3 ในเอเชีย ที่ได้รับทุน (พ.ศ. 2537)
  • 1992 Asean Business Man of the Year" จาก Asean Institute ประเทศอินโดนีเซีย (พ.ศ. 2535)
  • รางวัล โลซินเซีย แอปพลิเคชัน อวอร์ด จากองค์การภาพยนตร์ โมชั่น พิคเจอร์แอปพลิเคชัน (พ.ศ. 2546)
  • รางวัล International Forgiveness Award 2004 ซึ่งมอบให้แก่บุคคลที่มีความพยายามมุ่งไปสู่สันติภาพ และสร้างความเป็นเอกภาพ ซึ่งมีบุคคลที่ได้รับรางวัลนี้มาแล้ว ได้แก่ สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2, พระคาร์ดินัล Vinko Puljic และนาย Sergio Vieira De Mello ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น)

คดีความ

คดีขายหุ้นกลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2549 ระหว่างการดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี สมัยที่สอง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตระกูลชินวัตร และ ดามาพงศ์ ได้ขายหุ้นที่ครอบครองอยู่ทั้งหมด ในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ จำกัด (พีทีอี) ซึ่งเป็น กองทุนเพื่อการลงทุน ของ รัฐบาลสิงคโปร์ จำนวน 1,487,740,000 หุ้น (คิดเป็น 49.595% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด) มูลค่าหุ้นละ 49.25 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 73,271,200,910 บาท[ต้องการอ้างอิง] ซึ่งถือเป็น การขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์[ต้องการอ้างอิง] โดยที่ได้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการขายหุ้นเพียงไม่กี่วันก่อนหน้า และการที่ไม่ต้องเสียภาษีรายได้จากผลกำไรในการขายหุ้น ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมไทย โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้แจงว่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นจุดที่ทำให้ กระแสการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจาก นายกรัฐมนตรี ขยายตัวออกไปในวงกว้าง

คดีที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551 พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ตัดสินใจไม่ไปรายงานตัวต่อศาล ในคดีที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก โดยทั้งสองเดินทางไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่มีบุตรธิดาทั้งสามรออยู่แล้ว โดยก่อนหน้านั้นได้ขออนุญาตศาลฯ ออกนอกประเทศเพื่อไปชมพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อเสร็จสิ้นแล้วได้เดินทางไปยังประเทศอังกฤษต่อ แทนที่จะกลับมายังประเทศไทย[58][59]
ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานประพฤติมิชอบในการซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษกมูลค่า 772 ล้านบาทและตั้งสินบนนำจับทันที[58] [60][61][62] โดยคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีอายุความ 15 ปี ถึงวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2566 [61]

คดียึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดิน

ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 13.30 น. องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีที่ อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวย ผิดปกติและได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตกเป็นของแผ่นดินโดยศาลมีคำวินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าของหุ้นบริษัทชินคอร์ปที่แท้จริง และใช้อำนาจหน้าที่ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอื้อ ประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ป เอไอเอส และชินแซทฯโดยตรง อันมีผลทำให้มูลค่าหุ้นของบริษัทชินคอร์ปสูงขึ้น รวมทั้งได้เงินปันผลจำนวนดังกล่าว จึงมีคำพิพากษา ให้ยึดเฉพาะเงินค่าขายหุ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นหลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเงินปันผล จำนวนทั้งสิ้น 46,373,687,454.64 บาทให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ยอมรับผลการตัดสินดังกล่าวและอาจจะยื่นเรื่องเพื่ออุทธรณ์ต่อศาลโลกต่อไป แต่ในวันที่ 3 กรกฏาคม พ.ศ. 2554 ในขณะที่มีการนับคะแนนของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรเวลาประมาณ 17:00 นาฬิกา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวของสถานีวิทยุไทยทีวีสีช่อง 3 ว่าไม่ต้องการที่ได้เงินจำนวน 46,373,687,454.64 บาทคืนแต่อย่างใด เพียงแต่ขอให้มีการพิจารณาคดีต่างๆ ที่มีก่อนการรัฐประหารใหม่ให้ถูกต้องเท่านั้น

วัฒนธรรมและภาพลักษณ์ทางการเมือง

เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2544 ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพล มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง จำนวน 1,353 ตัวอย่าง ในหัวข้อ "ภาพลักษณ์นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในสายตาประชาชน" ผลปรากฏว่าประชาชนมั่นใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ในเรื่องต่างๆ ดังนี้
มั่นใจไม่มั่นใจไม่มีความเห็น
ความสามารถในการเป็นผู้นำประเทศ90.27.22.6
ความสามารถในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ67.628.24.3
ไม่ปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง33.348.318.4
ไม่แสวงหาผลประโยชน์จากโครงการต่างๆ35.138.126.8
ความสามารถในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง38.048.014.0
ความสามารถในการบริหารประเทศ85.19.25.6
ความจริงจังในการทำงานเพื่อประชาชน79.712.67.7
การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน77.610.312.0
[63]
แต่หลังจากที่มีการรัฐประหารแล้ว เอแบคโพลได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,864 ตัวอย่างในหัวข้อ "อารมณ์และความรู้สึกเบื้องต้นของสาธารณะชนต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เปรียบเทียบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และภาพลักษณ์ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ" ผลปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่ระบุภาพลักษณ์ พล.อ.สุรยุทธ์ ดีเหมือนเดิมถึงดีขึ้นในทุกตัวชี้วัด เช่น ร้อยละ 65.1 ระบุความเป็นที่ไว้วางใจได้ ร้อยละ 63.2 ระบุด้านคุณธรรม เป็นคนดี ซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 60.2 ให้ความเชื่อมั่นต่อ พล.อ.สุรยุทธ์[64]
ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2552 เอแบคโพลได้เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจและผลวิจัยเชิงคุณภาพ เรื่อง"ฐานสนับสนุนนักการเมืองกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เปรียบเทียบระหว่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" กรณีศึกษาประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 27 จังหวัดของประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 4,286 ครัวเรือน ดำเนินโครงการสำรวจระหว่างวันที่ 22 - 24 ตุลาคม พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 53.4 ขออยู่ตรงกลางยังไม่สนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ในขณะที่ ร้อยละ 25.0 สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่ร้อยละ 21.6 สนับสนุนนายอภิสิทธิ์[65]

กลุ่มผู้สนับสนุน

กลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

นับตั้งแต่มีการจัดตั้งรัฐบาลสมัยที่สองเป็นต้นมา พ.ต.ท.ทักษิณก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายผู้ไม่เห็นด้วย ผู้นิยมพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม และนักวิชาการที่มีแนวคิดแตกต่างกับรัฐบาล โดยสาเหตุหลักมาจากการกล่าวหาว่า รัฐบาลมุ่งเอื้อประโยชน์ให้กับเครือญาติและพวกพ้อง, แผนฟินแลนด์ ที่เป็นแผนอันชั่วร้าย ซึ่งกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคนใกล้ชิด ได้วางไว้ก่อนจัดตั้งรัฐบาล ที่ประเทศฟินแลนด์ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มดังกล่าวเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มิได้ตอบคำถามต่างๆ เหล่านั้นอย่างชัดเจน[ต้องการอ้างอิง]
โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้ตอบโต้ ด้วยการตั้งฉายาให้กลุ่มนักวิชาการ และผู้ที่วิจารณ์อยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ เช่น กลุ่มรู้ทันทักษิณ หรือ นายธีรยุทธ บุญมี ว่าเป็น “ขาประจำ” และยังชี้ให้เห็นว่า ผู้โจมตีรัฐบาลบางส่วน เป็นกลุ่มทุนเก่า และผู้สูญเสียผลประโยชน์จากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล จากการที่กลุ่มทุนใหม่มีอำนาจทางการเมือง[ต้องการอ้างอิง]
ต่อมา ในปลายปี พ.ศ. 2548 พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มอบหมายให้ นายธนา เบญจาธิกุล ทนายความส่วนตัว ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ต่อศาลแพ่ง เรียกค่าเสียหาย 1,000 ล้านบาท รวมถึงในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ ได้ยื่นฟ้องนายสนธิในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วย แต่หลังจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำรัส เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2548 พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มอบหมายให้นายธนา ดำเนินการถอนฟ้อง เพื่อรับสนองกระแสพระราชดำรัส พร้อมกันนี้ ศาลก็ได้ยกคำร้องของตำรวจไปทั้งหมด[66][67]
ค่ำวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายกล้านรงค์ จันทิก อดีตเลขาธิการ ป.ป.ช. นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพวก ได้นำประชาชนที่มาร่วมฟังรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ที่สวนลุมพินี กว่า 3,000 คน เดินเท้ามายังหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อกดดันให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่ง อีกทั้งมีบางส่วนที่บุกรุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย และเนื่องจากวันรุ่งขึ้นเป็นวันเด็กแห่งชาติ จะมีเด็กและเยาวชนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก จึงมีการสลายการชุมนุมในคืนวันนั้น[68]
จากกรณีการขายหุ้นชินคอร์ป เป็นจุดที่ทำให้ประชาชนที่ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ รวมถึงกลุ่มคนที่เห็นว่าว่า พ.ต.ท.ทักษิณ หลีกเลี่ยงภาษี ร่วมกันแสดงท่าทีขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุมประท้วง ที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ จัดขึ้นนานมาแล้ว จนเมื่อเกิดการขายหุ้นดังกล่าว ตามที่นายสนธิคาดการณ์ไว้แล้ว แต่ พ.ต.ท.ทักษิณได้ปฏิเสธตลอดมา ส่งผลให้มีผู้ร่วมชุมนุมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เย็นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร และจัดให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขึ้นใหม่ ในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 โดยกล่าวถึงเหตุผล ในตอนหนึ่งของแถลงการณ์ ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เมื่อเวลา 20.30 น. คืนวันเดียวกันว่า มีกลุ่มผู้ประท้วงที่ต่อต้านระบอบประชาธิปไตย กดดันให้ตนลาออกจากตำแหน่ง[69]
วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2549 พรรคไทยรักไทย จัดการปราศรัยใหญ่ ที่ท้องสนามหลวง โดย พ.ต.ท.ทักษิณ หัวหน้าพรรค ขึ้นปราศรัย ในเวลา 20.00 น. มีผู้เดินทางมาฟังปราศรัย เป็นจำนวนหลายแสนคน จนเต็มท้องสนามหลวง และล้นออกไปถึง ถนนราชดำเนินกลาง ใกล้ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย[70][71]
วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2549 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดย แกนนำ ทั้ง 5 ได้นำประชาชนจำนวนหนึ่ง ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล กดดันทุกวิถีทาง เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเว้นวรรคทางการเมือง อีกทั้งต้องตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมด แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยืนยันว่า ตนจะลาออกจากตำแหน่งรักษาการไม่ได้ โดยให้เหตุผลว่า รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 215 วรรคสอง บัญญัติให้ คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่า คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ จะเข้ารับหน้าที่ จึงไม่สามารถลาออกจากตำแหน่งได้[72]

การขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

การขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ลาออกจากตำแหน่ง เริ่มต้นขึ้นในปลายปี พ.ศ. 2548 จากการนำของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ในรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ ต่อมาได้เปลี่ยนสภาพเป็น "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ซึ่งได้ขยายตัวออกไปยังบุคคลหลากหลายสาขาอาชีพจำนวนมากในเวลาต่อมา [73] [74] [75]
การขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ สิ้นสุดลง ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 หลังจากการก่อรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

กรณีศาลท่านท้าวมหาพรหม

ในช่วงเช้าของวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2549 นายธนกร ภักดีผล ผู้เคยมีประวัติอาการทางจิตและภาวะซึมเศร้า เข้าทำลายรูปปั้นท้าวมหาพรหมใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งในภายหลังได้ถูกชาวบ้านทุบตีจนเสียชีวิต[76] จากเหตุการณ์ดังกล่าว นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้หยิบยกมากล่าวอ้างในการชุมนุมในวันรุ่งขึ้นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้บงการให้เกิดการทำลายเทวรูปดังกล่าว และแทนที่เทวรูปพระพรหมด้วย "อำนาจมืด" ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กับเขา[77] นายสนธิได้กล่าวอ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจ้างนายธนกรให้กระทำการดังกล่าวผ่านทางชาแมนมนต์ดำเขมร[78] เนื่องจาก "เป็นผู้หลงใหลอยู่ในความเชื่อที่ผิด" และ "เป็นการปัดเป่าลางร้าย"[79]
บิดาของผู้เสียชีวิต นายสายันต์ ภักดีผล กล่าวว่า นายสนธิเป็น "คนโกหกคำโตที่สุดที่เคยเจอมา"[78] ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ มองว่าการกล่าวอ้างของนายสนธิ "บ้า" และจนถึงปัจจุบัน นายสนธิก็ยังปฏิเสธจะให้ "ข้อมูลเชิงลึก" แก่สาธารณะชนในเรื่องดังกล่าว

การวิจารณ์จากสื่อของต่างประเทศ

นิตยสารในเครือวอชิงตันโพสต์ชื่อ Foreign Policy ยกให้ ทักษิณ ชินวัตร ติดอันดับอดีตผู้นำที่เลว 1 ใน 5 ของโลกโดยเทียบกับ เยอรมนี สเปน ไนจีเรีย และฟิลิปปินส์ โดยยกเอากรณีการทุจริตและการละเมิดสิทธิมนุษยชนระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี[80] นิตยสาร Forbes ยังได้จัดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหนึ่งในบุคคลร่ำรวยที่สุดในโลกที่ใช้ชีวิตในคุกหรืออยู่ระหว่างการหลบหนีคดี โดยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นได้ถูกตั้งข้อกล่าวหาใน